เป็นมะเร็งรักษาให้หายขาดได้ ให้คำปรึกษาและบำบัดโรค โดยทีมงานแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ นักจิตวิทยา ฯลฯ                                                                                                                                                                                                                         
      

ท้าวความพฤติกรรมและการเจ็บป่วยของตนเอง

 

         ท้าวความพฤติกรรมและการเจ็บป่วยของตนเองที่นำพาตัวเองต้องเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งร้ายเพื่อเป็นการเตือน ผู้อื่นที่ยังหลงใช้ชีวิตที่ผิดๆ

          ผมเป็นคนบ้านนอก เกิดที่บ้านหนองแวง อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ คุณพ่อเป็นชาวนา เผอิญจับใบแดงมาเป็นทหารเกณฑ์ที่โคราช(นครราชสีมา)มาแต่งงานกับคุณแม่ซึ่งเป็นชาวโคราช อาชีพค้าขายอยู่ที่ค่ายสุรนารี นครราชสีมา คุณพ่อคุณแม่มีบุตรทั้งหมด 9คน ผมเป็นคนที่ 3ของครอบครัว ๆของเราเป็นครอบครัวที่ขยันกันทุกคน กระตือรือล้นในการทำงานหนักมาก ผมช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานเตรียมกับข้าวกับที่จะไปขายในค่ายทหารขณะเดียว กัน ตนเองก็เป็นคนขยันเรียนเพื่อโตขึ้นจะได้มีงานดีๆทำและจะได้สบายในภายภาคหน้า จึงทำให้ตนเองเป็นคนที่นอนดึกๆ จากการดูหนังสือ ทำการบ้าน ขยันเรียนจนได้ลำดับที่ต้นๆของชั้นเรียน ตอนเช้าก็ต้องตื่นแต่ตี 4ไปซื้อวัตถุ ดิบมาปรุงอาหารเพื่อนำไปจำหน่ายในวันรุ่งขึ้น วิถีชีวิตเหล่านี้ทำให้เราได้บริโภคอาหารทุกอย่างที่ทางบ้านปรุงและประกอบไปจำหน่าย จึงเป็นครอบครัวที่ไม่ค่อยขัดสนเรื่องการกินมากนัก ประกอบกับช่วงเวลานั้น เกิดสงครามเวียตนาม สหรัฐอเมริกาส่งทหารมาประจำอยู่ที่ค่ายสุรนารีที่เรียกกว่าค่าย "เฟรนด์ชิฟ"ปัจจุบันเป็น ค่ายสุรศักดิ์มนตรี นำเอาพฤติกรรมของฝรั่งจากอเมริกามาทำให้วิถีชีวิตคนโคราชเริ่มรู้จักบริโภคอาหารแบบฝรั่งตะวันตก เช่น นม เนย สเต็ก ครีม เหล้าเบียร์ บุหรี่ พฤติกรรมทางเพศที่เปิดเผย และสำส่อน จนยุคนั้นถือว่าเป็นยุคแห่งการ"พลิกโฉม"เมืองโคราชจากเดิมเป็นเมืองทีมีประเพณีอันดีงาม ต้องมาเปลี่ยนเป็นแบบเมืองฝรั่งแยงกี้ (สังคมแห่งความศิวิไลซ์ทางวัตถุนิยม)สังคมเหล่านี้ทำให้ผมและครอบครัวของเราได้รับมาเกือบหมด ประกอบกับพี่สาว2คน และน้องสาว1คน ได้ แต่งงานกับทหารอเมริกัน ปัจจุบันไปปักหลักมีครอบครัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกาทั้ง 3 คน

          เมื่อพี่สาว2คน และน้องสาว1คน แต่งงานกับชาวอเมริกาซึ่งเป็นทหารและไปปักหลักอยู่ที่อเมริกา ผมต้องรับ ภาระดูแลส่งน้องๆทุกคนให้ได้เรียนหนังสือสูงๆ กันทุกคนหลังจบการศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียง ใหม่แล้ว ได้บรรจุข้าราชการเป็นแพทย์ประจำศูนย์การแพทย์และอนามัยอำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ในตำแหน่งนายแพทย์โทเงินเดือนเริ่มแรก1,880บาทต่อเดือน ซึ่งไม่พอค่าใช้จ่ายในครอบครัวจึงได้เปิดคลินิกเล็กๆโดยเช่าห้อง แถว1ห้อง โดยเปิดคลินิกตลอดวันและให้ภรรยาซึ่งจบพยาบาลเวชปฏิบัติอยู่ประจำ ส่วนผมก็มาทำงานช่วงนอกเวลา ราชการโดยมาเช้า กลางวัน เย็น ไม่เคยกินเวลาของทางราชการ คนไข้มากทั้งคลินิกของตนเองและโรงพยาบาล ทำ ให้ผมต้องใช้เวลามากกว่าเดิมโดยเฉพาะเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่จะต้องนอนพักผ่อน กลับต้องใช้เวลานี้ไปทำคลอด ผ่าตัด ตรวจรักษาคนไข้ จึงทำให้มีเวลานอนและพักผ่อนน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตามด้วยพฤติกรรมที่ตนเองเป็นคนชอบออกกำลังกาย(เคยเป็นนักบาสเก็ตบอลของโรงเรียน)ทำให้ตนเองหาเวลาออกกำลังกายอยู่ไม่ขาด

          แต่ในสภาพสังคมแพทย์ชนบท และเป็นผู้ไปบุกเบิกโรงพยาบาลอำเภออื่นๆ ไม่ต่ำกว่า7อำเภอ ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างโรงพยาบาลของแต่ละอำเภอ ทำให้ผู้คนรู้จักมักคุ้นมากขึ้น งานสังคม ไม่ว่างานบุญต่างๆนานา งานบวช ได้ถูกรับเชิญเป็นประจำที่ขาดไม่ได้คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ บุหรี่ น้ำหวาน อาหารหวานคาว ซึ่งอุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งตนเองจะไม่ขาดและได้บริโภคมาก จนกระทั่งน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 96 กิโลกรัม(จากเดิมที่จบแพทย์ใหม่ๆ ปี 2516 คือ 56 กิโลกรัม)

          ช่วงต้นปี พ.ศ.2539 ผมเริ่มอยากเปลี่ยนลักษณะงานที่ทำ จึงขอย้ายมาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และเริ่มเบื่องานที่นี่ ก็เลยลาออกจากราชการไปสมัครผู้แทนราษฎร์ ที่บ้านเกิดคือจังหวัดชัยภูมิ แต่เนื่องจากชาวบ้านไม่ค่อยคุ้นเคยจึงไม่ผ่านการเลือกตั้ง ประกอบกับเอาเงินส่วนตัวไปใช้จ่ายกับการเลือกตั้งจนหมด(ซึ่งหามาตลอดชีวิต)จนรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างจะเครียดจัดเลยกลับเข้ารับราชการคืน โดยไปเป็นผู้อำนวยการที่อำเภอโนนสุวรรณและในขณะเดียวกันก็เป็นรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย เพราะรองนายแพทย์สาธารณสุขบุรีรัมย์เสียชีวิต จึงได้ขึ้นเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และนายแพทย์สาธารณสุขหนองบัวลำภู ที่จังหวัดนี้ทำให้ผมป่วยเป็นเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เป็นอัมพฤกษ์ปากเบี้ยว แขนขาหมดแรง เกือบเดินไม่ได้ ขณะนั่งรถกลับจากการประชุมที่เขาใหญ่

          ผมได้รับการรักษาด้วยยาละลายการเกาะตัวของเลือดที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยฉีดเข้าเส้น นอนอยุ่ที่โรงพยาบาล2อาทิตย์ จึงกลับบ้านไปใช้วิธีการแพทย์ทางเลือกรักษา ผสมผสานเข้าไปไม่ว่าการปรับอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ งดการใช้น้ำมันทุกชนิด เน้นข้าวกล้อง ธัญพืช รวมการออกกำลังกาย สวดมนต์ ทำสมาธิ ฝึกหายใจให้เป็น ปรากฏว่าอาการต่างๆ หายไปใน 2 เดือน โดยไม่ใช้ยาสังเคราะห์แผนปัจจุบันเลย

          ผมทำงานอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู1 ปี ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ที่นี่ทำงานสนุกและมีความสุข ผมเคยบอกหมอรับน้องว่า ถ้าเลือกเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่น่าสนใจ เพราะการเมืองนิ่ง ทำงานกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ เอ็น จี โอ ที่มาทำงานในประเทศกัมพูชาก่อนมาอยู่ที่สระแก้วน้ำหนักผมลดลงจาก 96เหลือ 75กิโลกรัม และค่อนข้างมีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากอาหารการกินในจังหวัดสระแก้วส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ทำให้น้ำหนักกลับขึ้นมาเป็น 96กิโลกรัมอีก และจากนั้นได้ ย้ายมาเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ณ ที่แห่งนี้มีปัญหาต่างๆ นานาให้คิดทั้งงานราชการ ปัญหาลูกน้อง การบ้านการเมือง ทำให้เกิดภาวะเครียด คิดซ้ำๆ ซากๆ จนนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายดูโทรม แก่เกินวัยผมร่วงศรีษะล้านคนเริ่มเรียกเราว่า"ลุง"จึงเกิดการท้อแท้ในการทำงานราชการ จึงปรึกษาภรรยาว่าผมมีเงินบำนาญ อยู่สามหมื่นกว่าบาท ก็น่าจะพอเลี้ยงครอบครัว พอเป็นค่าใช้จ่ายบั้นปลายชีวิตได้

          ณ วันหนึ่งที่ตัวเองได้ผ่าตัดคนไข้แล้วทำให้มีเลือดออกมากจนเกือบช็อค ทำให้ตนเองเครียดจัดมากๆ จนเจ็บชายโครงขวา มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว วันรุ่งขึ้นต้องไปราชการที่จังหวัดนครพนม(ซึ่งขณะนั้นยื่นใบลาออกจากราชการแล้วแต่ทางการยังไม่อนุมัติ)จึงขับรถส่วนตัวในสภาพที่ตัวเองไม่สบาย เมื่อมาถึงสนามบินปรากฏว่าเดินได้แค่ 5-6 ก้าวก็เหนื่อยจุกชายโครงด้านขวาแต่ตนเองก็พยายามฝืนเดินไปขึ้นเครื่องบินจนได้ และตั้งใจว่าถ้าไปถึงโรงพยาบาลนครพนมแล้วจะไปทำการเอ็กซเรย์ปอดดู ปรากฎว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลได้ฉายเอ็กซเรย์ ปอดพบน้ำอยู่ในช่องปอด และได้ย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช วันรุ่งขึ้นแพทย์เจาะปอดเพื่อเอาน้ำในปอดส่งตรวจ ทันทีที่เห็นน้ำเป็นสีน้ำแตงโม หรือสีสตอเบอรี่ จากประสบการณ์การเป็นแพทย์มากว่า 30 ปี รู้ทันทีว่าเป็น"โรคมะเร็ง" ตนเองแทบช็อก เข่าอ่อน ตกใจ เสียใจ ว่าทำไมต้องเป็นเรา หมอบอกว่าคงไม่ร้ายแรงหรอก ให้กลับไปรอฟังผลที่บ้าน

          7 วันแห่งการรอคอยก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอประยงค์ เต็มชวาลา(เพื่อนหมอด้วยกัน)แจ้งมาว่าเป็นมะเร็ง ให้เข้ากรุงเทพด่วน เมื่อไปทำโบนสแกนถ่ายรังสีภาพกระดูกเพื่อดูการลุกลามของมะเร็งไปยังกระดูกหรือยัง ปรากฏว่ากระดูกหลายจุดไปต่อมขั้วปอดไปเยื่อหุ้มปอด ไปต่อมหมวกไตข้างขวา หมอนัดเตรียมให้ยาเคมีแต่ตนเองขอผลัด ไปก่อน โดยขออนุญาตไปเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการให้เคมี

          เมื่อน้องสาวที่อยู่ต่างประเทศทราบข่าวก็โทรศัพท์มาให้กำลังใจ พร้อมให้ข้อมูลการรักษามะเร็งทั่วโลกว่าเขารักษากันอย่างไร ตลอดเวลาผมใช้เวลาการอ่านหนังสือและเฝ้าสังเกตเพื่อนๆที่เป็นโรคมะเร็งมาใช้ในการรักษาในแนวผสมผสาน จนกระทั่งผมบำบัดมาได้ 2ปี ผมเริ่มอยากเห็นสถานพยาบาลที่สามารถรักษาโรคมะเร็งแบบการแพทย์ผสมผสาน และเป็นสุดยอดของประเทศไทย และมีความคิด เปิดใจในการรับองค์ความรู้สุดยอดของแต่ละประเทศมาใช้กับการรักษาโรคมะเร็ง เพื่อที่จะได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ของผมได้หายจากโรคมะเร็ง

          เวลาที่ผ่านมานั้น เป็นระยะเวลา 12 ปีกว่าแล้วที่ผมหายจากโรคมะเร็ง ที่หมอได้บอกกับผมว่า ผมจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 3เดือนเท่านั้น นี่ก็เป็นการพิสูจน์ได้ว่า การรักษาที่ผมได้เลือกแนวการแพทย์ทางเลือกผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นทำให้ผมมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมคิดว่ามาถูกทางแล้ว

          และในปัจจุบันนี้ผมได้เปิดคลินิก ชื่อ บีเมสส เพื่อให้คำปรึกษา และบำบัดโรคจากพฤติกรรมการกินการอยู่ ในแนวการแพทย์ทางเลือกผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อให้คนที่เป็นมะเร็งได้หายจากโรคร้ายนี้เหมือนกับผม ผมต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีความหวังและกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไป

  
Main Menu
 
      สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

 ปรับปรุงครั้งล่าสุด 10/7/57

 สถิติวันนี้ 1 คน
สถิติทั้งหมด 44568 คน
เริ่มเมื่อ 2010-06-18